Lompoc “City of Murals in the Valley of Flowers”

โจทย์ชีวิตที่ต้องขบคิดในแต่ละอาทิตย์ที่นอกเหนือจากความเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า จากการทำงานอันแสนยาวนานในแต่ละวันแล้ว การหาสถานที่ท่องเที่ยวในวันหยุด ก็เป็นอีกโจทย์ที่ต้องตีให้แตก ไม่งั้นคงอกแตกตายถ้าหาที่ลงไม่ได้ แล้วคำตอบเหล่านั้นก็จะอยู่ที่ไหนซะอีกล่ะ นอกจาก “อากู๋ Google” และ “ตัวกู” นี่แหละที่ต้องมานั่ง Search หาที่เที่ยวแบบ นอนตีความ ตีลังกานั่งแปลให้ได้ว่า อากู๋จะแนะนำให้ตัวกูและแก๊งค์ไปเที่ยวที่ไหนได้มั่ง แล้ววันหยุดนี้อากู๋ของเราก็ไม่ทำให้ผิดหวัง Lompoc คือสถานที่ท่องเที่ยวที่แม้แต่คนอเมริกัน ที่เกิดและเติบโตที่นี่ยังไม่รู้มาก่อนเลยว่า Lompoc คือ “City of Murals in the Valley of Flowers”

ลอมพอก หรือ “เมืองแห่งจิตรกรรมฝาผนังในหุบเขาดอกไม้”เป็นเมืองเล็กๆ ในเขตของ Santa Barbara County รัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นเมืองที่ใครหลายคนๆ รวมถึงครูชาวอเมริกันของเราที่เกิดและเติบโตที่นี่ ไม่รู้เลยว่าเมืองเล็กๆ แห่งนี้มีเสน่ห์และสถานที่ท่องเที่ยวอันสวยงามซ่อนอยู่ จนเราแอบนึกในใจว่า “โอ้มายก๊อด !!! คนในไม่รู้คนนอกเผือกรู้ซะงั้น” แต่ทันทีที่ครูรู้ ก็อยากจะไปเที่ยวตามทันที สงสัยนอกจากจัดทัวร์ไทยแล้วพ่วงจัดทัวร์พาฝรั่งเที่ยวด้วยเลยดีกว่ามั้ง คงจะรวยเละน่าดู

เมืองนี้ถ้าเพียงแค่ขับรถผ่านจะไม่มีวันได้เห็นศิลปะอันสวยงามที่ซ่อนอยู่อย่างแน่นอน สิ่งที่ต้องทำคือ หยุดและเดินเที่ยวใน Old Town เสพงานศิลป์ ฟินๆ ไปกับจิตรกรรมฝาผนัง 36 ภาพ ที่ประดับประดาอยู่ตามประตู หน้าต่าง และกำแพงของอาคาร ร้านค้า รวมไปถึงบ้านเรือนหลายหลัง

ภาพวาดบางภาพดูไปแล้วคล้ายของจริง ส่วนของจริงก็ดูเหมือนภาพวาด หลากมิติ สีสันสดใสสวยงาม ทำให้แก๊งค์เราถึงแม้จะไม่ใช่คออาร์ต แต่ก็เดินถ่ายรูป รัวชัตเตอร์กัน ยิก ยิกอย่างเพลิดเพลินเจริญใจกันเลยทีเดียว

ศิลปะพวกนี้ก็ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาเมื่อ 25 ปีก่อน จากความประทับใจในการเดินทางไปเที่ยวที่ British Columbia ของ Gene และ Judy Stevens จึงได้นำไอเดียงานศิลปะจากที่นั่น มาฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในเมืองให้พลิกฟื้นกลับมามีชีวิตอีกครั้งโดยเชิญเหล่าศิลปินมืออาชีพมาเนรมิตให้กำแพงเมืองที่ดูว่างเปล่า มีเรื่องราวและประวัติศาสตร์ผ่านสีและพู่กันจนกลายเป็นจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงาม เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาที่  Old Town แห่งนี้

จากนั้นก็ขับรถไปตามหาทุ่งดอกไม้กันต่อ ขับออกนอกเมืองไปอีกไม่ไกล ก็จะเจอกับทุ่งกว้างของผักใบเขียวนานาชนิดเต็มไปหมด อ้าว !!! ละไหนล่ะทุ่งดอกไม้แสนสวยที่พวกเราตามหา ทำไมไม่เห็นมี ทันใดนั้น สายตาอันย้าวยาวของหนึ่งในแก๊งค์ (ต้องเฉพาะคนแก่เท่านั้นถึงจะมีสายตาพิเศษแบบนี้ได้ อิอิ )ก็ตะโกนขึ้นมาว่า “นู่นไง อยู่โน่นไงเต็มเลย” เออใช่เห็นสีของอะไรบางอย่างอยู่ลิบๆ นู่นแน่ะ ไชโย !!! เจอแล้ว แต่ทุ่งแรกที่เจอต้องขับรถเข้าไปตามทางที่คล้ายร่องผัก ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าจะขับเข้าไปได้หรือไม่ จนต้องรอรถที่อยู่ด้านในขับออกมาเพื่อรอถาม เขาบอกว่า จะมีอีกหลายทุ่งที่อยู่ริมถนนไม่ต้องขับเข้าไปคลุกฝุ่นลึกแบบนี้ ไม่รอช้าพวกเราเปลี่ยนทิศไปยังทุ่งที่ว่ากันทันที

และแล้วก็เจอ เพียงแค่จอดรถก็ก็เจอทุ่งริมถนนอย่างที่เขาว่าทันที ทุกคนตื่นเต้นและตะโกนออกมาพร้อมๆ กันแบบไม่หยุดว่า “สวยมากกกกกกกก” ใช่มันสวยมาก เป็นทุ่งดอกไม้สลับสีสันตัดกันเป็นแนวลึกกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา บวกกับภูเขาที่เป็นฉากหลังยิ่งทำให้ภาพที่เห็นมันสวยเกินที่จะบรรยายออกมาเป็นตัวอักษร ที่สำคัญไม่ต้องไปถึงฮอกไกโดประเทศญี่ปุ่น ที่อเมริกาเขาก็มีเช่นกัน

ที่เมืองนี้เขาประกาศตัวว่าเป็นแหล่งปลูกดอกไม้รายใหญ่กันเลยที่เดียว ด้วยสภาพภูมิอากาศที่เย็นคงที่ จึงสามารถทำการเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี และทำให้ที่นี่กลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในการปลูกดอกไม้นานาชนิดและส่งออกไปทั่วโลก เช่น Sweet Pea,Stock,Sun Flower ฯลฯ ส่วนพันธุ์ที่เราเห็นกันในวันนี้เขาเรียกว่า “Stock Flower” ช่วงที่เหมาะแก่การเที่ยวชมนั้นคือช่วงปลายเดือนมิถุนายนจะเยอะที่สุด แต่ก็สามารถก็มาดูกันได้ตลอดตั้งแต่ปลายมิถุนายน – กันยายน

จุดหมายสุดท้ายคือ “Jalama Beach” Goolegle map บอกว่าขับไปอีก 30 นาทีก็ขับกันไปเรื่อยๆ ค่อยๆ ลึกทางเปลี่ยวเข้าไปในหุบเขาอีกแล้ว สัญญาณเนทก็หายMap เลยใช้การไม่ได้ ทำไมมันไกลขนาดนี้ จะหลงหรือป่าว ตุ้มๆต่อมๆ กันอีกละ หนึ่งในแก๊งค์โวยวายขึ้นมาว่า “หลงป่าววะ ทำไมเข้ามาไกลขนาดนี้” เราก็สวนทันที “ไม่หลงหรอก มันไม่มีทางเลี้ยวไหนเลย กูชัวร์” ปากก็ได้แต่บอกไปว่า กูชัวร์ แต่ทั้งที่ไม่ชัวร์ซักเท่าไหร่เพราะส่วนใหญ่พอสัญญาณเนทหมดต้องพาหลงก่อนทุกครั้งแล้วค่อยถึง 555 ขับไปอีกซักพักอีกเสียงก็พูดขึ้นมาอีกว่า “ทะเลอะไรอยู่ลึกขนาดนี้จะมาเที่ยวทะเลนะโว้ย ไม่ได้ไปเข้าป่า” หลังพ้นเขาลูกสุดท้าย ภาพของท้องทะเลอันกว้างไกลของมหาสมุทรแปซิฟิคก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ระยิบระยับไปด้วยเปลวแดดที่กระทบกับท้องน้ำดูสวยงามจนแสบตา

“Jalama Beach” เป็นทะเลที่มี Campsite ให้มากลางเต้นท์ หรือจอดรถ RV และบ้านพักให้เช่าค้างคืนได้ แต่ถ้ามาแบบเช้าเย็นกลับก็เสียค่าเข้า $10 ต่อรถ 1 คัน ส่วนใครที่จะมาตั้งแคมป์ก็เสียบริการ $30-$50 ต่อคืน มีห้องอาบน้ำสาธารณะแบบหยอดเหรียญไว้บริการด้วย

น่าแปลกที่ทะเลที่นี่ร้อนมาก ผิดจากทะเลที่อื่นๆ ซึ่งมักจะหนาวและเย็น มันร้อนขนาดที่ทำให้พวกเราได้แต่มองฝรั่งที่เขานั่งตากแดด เล่นน้ำกันอย่างไม่รู้ร้อน แต่ถึงจะร้อนยังไงก็ยังไม่เหนียวเนอะหนะเหมือนทะเลบ้านเราเลย ทะเลที่นี่สวย สงบเงียบ และคลื่นแรงมาก เป็นหาดส่วนตัวที่ไม่พลุกพล่านเลย

การเที่ยวในแต่ละครั้งขอบอกเลยว่ามันเหนื่อยยิ่งกว่าการทำงานหนักมาทั้งวันซะอีก แต่มันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มเพราะ เป็นการพักใจที่ดีที่สุดจากการทำงาน ถึงแม้เหมือนกายจะไม่ได้พัก แต่ขอให้ใจได้พัก แค่นี้ก็สุขใจแล้ว

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s