Skyline Drive to Blue Ridge Parkway “The most beautiful road in USA”

ป่าเปลี่ยนสีเวอร์จิเนียนอร์ธคาร์โรไลน่า

การเดินทางทำให้เกิดการเรียนรู้ รู้จักโลก รู้จักคนรอบตัว และรู้จักตัวเรามากขึ้น และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งการเดินทางที่ประทับใจและสนุกสุดสุดอีกครั้ง เพราะได้ไปกับคนสนิท ที่พูดจาภาษาเดียวกัน คอเดียวกัน มีเถียงกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง หลงทิศจนหลงทางบ้าง ไหนจะมาเสียเวลาหาของกินอันแสนอร่อย นานนับ ชม.แต่ดันผิดหวังกับรสชาดซะงั้น แถมยังซวยถูกตำรวจจับยัดข้อหาขับรถเร็ว เสียค่าปรับ $180 อีก และยังจะเจอบ้านพักที่มีแต่ที่นอน กลับไม่มีผ้าห่มหรือหมอนให้เลยซักใบ แต่สิ่งเหล่านี้คือเสน่ห์และความงดงาม ในการเดินทางที่จะถูกบันทึกไว้เป็นอีกหนึ่งความทรงจำ ระหว่างการเดินทางบนถนนที่ได้ชื่อว่า สุดแสนจะโรแมนติกและสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกา

ทริปนี้เป็นการขับรถเที่ยวจาก รัฐเวอร์จิเนียสู่รัฐนอร์ธคาโรไลน่า บนถนน 2 สายที่เหล่านักเดินทางพร้อมใจกันยกนิ้วให้ว่า Skyline Drive to Blue Ridge Parkway เป็นเส้นทางป่าเปลี่ยนสีที่ควรมาขับรถเที่ยวในข่วงฤดูใบไม้ร่วง ชมความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่ช่วยกันบรรเลงแต่งแต้มสีสัน ให้ผืนป่าทั้งป่าสวยงามจนยากที่จะเชื่อว่า “นี่เรากำลังอยู่บนโลกมนุษย์หรือเนี่ย”

Road trip 3 คืน 4 วันรวมระยะทาง 574 ไมล์ หรือ 919 กิโลเมตร จึงเริ่มต้นขึ้นบนถนน Skyline Drive ภายใน Shenandoah National Park ด้วยระยะทาง 105 ไมล์ที่มี Overlook หรือจุดชมวิวถึง 75 จุด แต่ละจุดก็จะเป็นวิวให้ชมความงามของขุนเขา Blue Ridge Mountain และมีเส้นทางเดินป่าปีนเขา และจุดพักแรม กระจายไปทั่วทั้งอุทยานแห่งนี้อีกด้วยRoad trip

ส่วนระยะเวลาในการขับรถก็ประมาณ 6-8 ชม.ขึ้นอยู่กับว่าใครแวะมากแวะน้อย ที่นี่เขาจำกัดความเร็วแค่ 35 ไมล์ต่อ ชม.เท่านั้น อ้อ..ตำรวจที่นี่ดุมาก หากใครขับเกินไปนิดบวกพกความซวยมาด้วย อาจโดนตั๋วแบบที่พวกเราโดนมาแล้วก็เป็นได้ จากเส้นทางนี้ก็ขอแนะนำว่าควรหาที่พักซัก 1 คืน ที่ปลายทางออกก่อนที่จะไปลุยต่อที่ Blue ridge Parkway เพราะปลายทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล

รุ่งเช้าก็มาลุยกันต่อที่ Blue Ridge Parkway ขอบอกเลยเป็นถนนชนบทที่สวยและยาวที่สุดในอเมริกา ทุกคนที่ได้มาต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่มีเส้นทางชมธรรมชาติที่ไหนที่จะได้ดู ป่าเปลี่ยนสีบนถนนคดเคี้ยวได้จุใจถึง ถึง 469 ไมล์ หรือ 750 กม.ได้เท่าที่นี่อีกแล้ว

ส่วนคำว่า Parkway ก็หมายถึง เส้นทางพิเศษที่ทำขึ้นไว้สำหรับขับรถกินลมชมวิวแบบชิวๆ จำกัดความเร็วที่ 40 ไมล์ต่อ ชม.เพื่อให้นักเดินทางได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติ ป่าเขา ลำเนาไพร รอบๆ ตัวโดยมี Overlook  และเส้นทางเดินป่าปีนเขา สถานที่พักแรม กระจัดกระจายไปทั่วทั้งผืนป่าแห่งนี้จนนับไม่ถ้วน หากจะเที่ยวให้ครบทุกที่คงใช้เวลานานนับสัปดาห์ พวกเราเลยได้แต่ตามรอยในแผนที่อุทยานที่เขาจัดไว้ให้ จอดตามจุดเท่าที่สามารถทำได้ และที่เป็นไฮไลท์เด็ดๆ เท่านั้น

ไฮไลท์แรกที่ห้ามพลาดและถือเป็น สถานที่ที่ถูกบันทึกไว้เป็นภาพถ่ายมากที่สุดคือ Mabry Mill อยู่ที่หลักไมล์ที่ 176 ภาพกระท่อมกังหันริมน้ำในชนบท ที่เรียบง่ายเหมือนในนิทานก่อนนอน แซมด้วยใบไม้หลากสี ทอดเงาสะท้อนลงน้ำ ยังกับภาพวาดสีน้ำในแกลอรี่ ตั้งเด่นสวยงามอยู่ตรงหน้าอย่างไม่น่าเชื่อ ภายในจะมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติบอกเล่าเรื่องของสถานที่แห่งนี้ที่อดีตเคยเป็นโรงโม่และโรงเลื่อยไม้ที่ใช้กังหันน้ำในการผลิตกระแสไฟฟ้า และยังมีร้านอาหารและกิ๊ฟชอปเล็กๆ ให้เลือกซื้อของที่ระลึกอีกด้วย

ยิ่งขับเข้ามาลึกจนเข้าเขตรัฐนอร์ธคาโรไลน่า ถนนยิ่งสวยงามมากขึ้นเรื่อยๆ ใบไม้เปลี่ยนโทนสีเข้มขึ้น เหลือง แดง เขียว ส้ม ไล่สีกระทบกับแสงแดดเต็มถนนที่คดโค้งกลายเป็นอุโมงค์ธรรมชาติที่สวยงามเกินบรรยาย

ระยะทางกว่า 4 ร้อยไมล์จะขับตลอดคงเป็นไปไม่ได้ ควรแวะพักค้างคืนอีกซักคืน 2 คืนก่อนที่จะไปต่อ แถวนั้นก็จะมีเมืองเล็กตั้งอยู่ซึ่งก็หาที่พักได้ไม่ยาก พวกเราแวะค้างคืนที่เมือง Floyd 1 คืน และอีก 1 คืนที่ Newland ทั้ง 2 เมืองเป็นจุดพักแรมสำหรับนักเดินทางที่ไม่ต้องการพักภายใน Blue Ridge Parkway เป็นเมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบ สามารถเดินเล่นชิวๆ ถ่ายรูปอาคารบ้านเรือนก็ทำให้เพลินได้เช่นกัน

Lin cove Viaduct หลักไมล์ที่ 304 ถือว่า เป็น Landmark สำคัญของถนนสายนี้เลยทีเดียว ถ้าใครเปิดหาข้อมูลภาพแรกที่จะได้เจอก็คือ สะพานคอนกรีตที่ใช้งบประมาณการสร้างถึง $10 ล้าน ทอดยาวเชื่อมผ่าน Grandfather Mountain ที่เต็มไปด้วยพรรณไม้นานาพันธุ์ สลับกันเปลี่ยนสีเข้ากันกับแนวคดโค้งของสะพานแห่งนี้จนกลายเป็นภาพไฮไลท์ที่สวยงามของเหล่าบรรดานักเดินทางที่ต้องถ่ายภาพเก็บไว้มากที่สุดอีกแห่งหนึ่ง

ส่วนน้ำตก Linville fall ไมล์ที่ 316 ก็สวยมากเช่นกัน ที่นี่เขาเป็นทั้ง Campground และมีเส้นทางเดินป่าไปชมน้ำตกด้วยระยะทาง 4 ไมล์ มีจุดชมวิวไล่ไปตามระยะทางถึง 5 จุดด้วยกัน เสียดายที่วันนั้นไปถึงก็เกือบเย็นแล้ว เลยไปชมความยิ่งใหญ่ของน้ำตกแห่งนี้ได้เพียง 2 จุดเท่านั้น ส่วน 3 จุดที่เหลือเลยได้แต่ดูผ่านอากู๋เท่านั้นการเดินทางครั้งนี้พวกเราไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางที่ Asheville ซึ่งยังเหลืออีก 100 กว่าไมล์ เขาว่ากันว่าที่นั่นยังมีสถานที่สวยงามอีกหลายแห่ง แต่บางครั้งการเดินทางไม่ได้หมายความว่าต้องไปจบที่ปลายทางเสมอไป เพราะเรื่องราวระหว่างการเดินทางนั้นมันก็สวยงามไม่แพ้กัน ใครจะไปคาดรู้ เราอาจได้กลับมาเก็บจุดหมายปลายทางที่เหลือในวันข้างหน้าก็เป็นได้ 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s